ข่าวคราวเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของคนไทย
1.การเรียกร้องสิทธิของนักศึกษาที่จะแต่งกายข้ามเพศ
2.กรณีที่เกิดการเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานหญิงที่นายจ้างให้ค่าจ้างต่างจากแรงงานชายรวมถึงกรณีที่โรงเรียนนายร้อยต้องปรับเปลี่ยนการรับนักศึกษาหญิงเข้าเรียน
3.การที่รัฐบาลให้เรียนฟรี15ปี
4.การที่รัฐบาลให้เบี้ยยังชีพสงเคราะห์คนชรา
5.การมีการชุมนุมของบุคคลในกลุ่มเสื้อเหลืองแดงเป็นการอ้างสิทธิในรัฐธรรมนูญ
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
กรณีเกิดการเรียกร้องของแรงงานหญิงในการให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้เป็นธรรมเป็นการกระทำที่เป็นสิทธิของแรงงานหญิง โดยนายจ้างควรจะจ่ายค่าจ้างให้แรงงานหญิงโดยไม่ควรไปคำนึงถึงว่าแรงงานคนนี้เป็นเพศใดควรจ่ายอย่างตรงไปตรงมาและเป็นธรรม เพราะแรงงานหญิงก็ทำงานหนักไม่แพ้กับแรงงานชาย และที่สำคัญงานบางอย่างแรงงานหญิงทำได้ดีกว่าแรงงานชายซะอีก ส่วนในกรณีที่โรงเรียนนายร้อยต้องปรับเปลี่ยนการรับนักศึกษาหญิงเข้าเรียนด้วยนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นการกล้าที่จะเปลี่ยนไปในทางที่ดี เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีทางเลือกมากขึ้น และยังเป็นการส่งเสริมความเท่าเทียมกันของสิทธิของสตรีอีกด้วย เราจะเห็นได้ว่ามีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของสตรี ดังนี้
ตอบลบมาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
ชาย และ หญิง มีสิทธิเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพ ทางกาย หรือ สุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือ ความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้…
มาตรา 80 รัฐ ต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็ก และ เยาวชน ส่งเสริมความเสมอภาคของหญิง และ ชาย เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว และ ความเข้มแข็งของชุมชน…
มาตรา 86 รัฐ ต้องส่งเสริมให้ประชากรวัยทำงาน มีงานทำ คุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานเด็ก และ แรงงานหญิง จัดระบบแรงงานสัมพันธ์ การประกันสังคม รวมทั้งค่าตอบแทนแรงงานให้เป็นธรรม
การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับเด็ก สตรี คนชรา หรือ ผู้พิการ
มาตรา190 การ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร วินิจฉัยว่ามีสาระสำคัญเกี่ยวกับเด็ก สตรี และ คนชรา หรือ ผู้พิการ หรือ ผู้ทุพพลภาพ หากสภาผู้แทนราษฎรมิได้พิจารณาโดยกรรมาธิการเต็มสภา ให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นประกอบด้วยผู้แทนองค์การ เอกชน เกี่ยวกับบุคคลประเภทนั้นมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมาธิการ ทั้งหมด
นอกจากนี้แล้ว ยังได้มีการบัญญัติรับรองสิทธิสตรีไว้ ในประมวลกฎหมายแพ่ง และ พาณิชย์ บรรพ 5 ลักษณะครอบครัว
นายจักรพงศ์ กาลาสี เลขที่ 7 ห้อง ส50
การชุมนุมของกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงย่อมกระทำได้ตามสิทธิตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่ไม่ควรจะอ้างสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดเพื่อเป็นเงื่อนไขในการชุมนุมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง จะเห็นได้ว่าในสังคมไทยปัจจุบันมีการชุมนุมของภาคประชาชนเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มต่างๆ หรือการชุมนุมเพื่อกดดันรัฐบาลให้จัดการกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น แต่ในสถานการณ์ของประเทศในตอนนี้ถ้าพูดถึงการชุมนุมหลายคนก็คงจะนึกภาพการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งสองกลุ่มนี้ต่างมีเป้าหมายในการชุมนุมที่เป็นเรื่องทางการเมืองอย่างชัดเจน มีการชุมนุมที่ยืดเยื้อ และการเรียกร้องมีวิธีการที่ต่างไปจากกลุ่มชุมนุมอื่นๆที่เคยมีมา มีการใช้ความรุนแรงในการกระทำการต่างๆเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของกลุ่มตน ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลแก่ประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นการบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ หรือการก่อความวุ่นวายจนการประชุมผู้นำอาเซียนที่พัทยาต้องหยุดลงกระทันหัน ทั้งสองเหตุการณ์นี้เป็นการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้หรืออย่างไร เพราะเหตุใดกลุ่มคนเหล่านี้จึงกล้าที่จะละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงสุดในการปกครองประเทศ
ตอบลบในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้มีการตราเกี่ยวกับเรื่องการชุมนุมนี้ไว้ในมาตรา ๖๓ ซึ่งบัญญัติไว้ดังนี้
มาตรา ๖๓ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือ ในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก
จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติมาตรา ๖๓ นี้ เป็นการให้สิทธิ เสรีภาพแก่ประชาชนในการที่จะชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ ซึ่งเป็นการให้สิทธิที่มิได้เป็นสิทธิเด็ดขาด แต่เป็นการให้สิทธิที่มีเงื่อนไข และมีขอบเขตในการใช้สิทธิ เสรีภาพนั้น แต่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มนปช.นั้น หาได้เป็นไปตามที่ มาตรา ๖๓ แห่งรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ไม่ กลุ่มผู้ชุมนุมกลับไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศกระทำการอันอุกอาจและเป็นภัยต่อประเทศชาติ
เมื่อเหตุการณ์เป็นไปในทางนี้แล้ว เราจะมีวีธีการใดที่จะนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหานี้ ที่นับวันจะยิ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่และเรื้อรัง และในขณะนี้ได้มีการตราร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาจากรัฐสภา และถ้าพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา และถูกตราออกมาเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้ว จะสามารถช่วยแก้ปัญหาที่กำลังมีอยู่ในขณะนี้ได้มากหรือน้อยเพียงไร เราก็จะต้องรอดูกันต่อ
นางสาวชลลดา เอ่งฉ้วน เลขที่ 10 ห้อง ส50
ในการเรียกร้องสิทธิของนักศึกษาที่จะแต่งกายข้ามเพศนั้นย่อมกระทำได้ตามสิทธิและเสรีภาพของบุคคลนั้น แต่ควรจะมีการยืดหย่อนผ่อนปรนกันทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ถูกต้องตามกาละเทศะด้วย บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิของนักเรียนแต่งกายข้ามเพศมีดังนี้
ตอบลบมาตรา ๓๐ ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเพศด้วย
การที่มหาวิทยาลัยบังคับให้สตรีข้ามเพศแต่งกายเป็นชาย ยังเป็นการทำให้เยาวชนสตรีข้ามเพศขาดแรงบันดาลใจที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับสูง เบื่อที่จะเรียน ซึ่งเป็นผลให้จำนวนสตรีข้ามเพศที่ไร้การศึกษามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้อาจเป็นปัญหาสังคมได้ในอนาคต
นายมะสะกรี แดเบ๊าะ เลขที่ 21 ส 50
การที่รัฐบาลมีนโยบายให้เรียนฟรี 15 ปี เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กที่ยากจนมีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น นับว่าเป็นการพัฒนาทางการศึกษาของไทยก็ว่าได้เพราะจะช่วยให้เปอร์เซ็นต์ของเยาวชนไทยที่มีการศึกษาจะมีเพิ่มมากขึ้น บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าด้วยการศึกษา มีดังนี้
ตอบลบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 49 ได้บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดย
ไม่เก็บค่าใช้จ่าย” และ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.
2545 มาตรา 10 วรรค 1 บัญญัติว่า “การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการ
รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บ
ค่าใช้จ่าย” ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบกับคำแถลงนโยบายของ
คณะรัฐมนตรีได้กำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วน ที่จะเริ่มดำเนินการตามเจตนารมณ์ดังกล่าวในปีแรก โดย
กำหนดไว้ในข้อ 1.3 การลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ข้อ 1.3.1 ว่า “ให้ทุกคนมีโอกาสได้รับ
การศึกษาฟรี 15 ปี โดยสนับสนุนตำราในวิชาหลักให้แก่ทุกสถานศึกษา จัดให้มีชุดนักเรียนและ
อุปกรณ์การเรียนฟรีให้ทันปีการศึกษา 2552 และสนับสนุนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพื่อชดเชยรายการต่าง ๆ
ที่สถานศึกษาเรียกเก็บจากผู้ปกครอง” อีกทั้งนโยบายของรัฐด้านการศึกษา ข้อ 3.1.4 กำหนดว่า “จัด
ให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี 15 ปี ตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย พร้อมทั้ง
เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้เกิดความเสมอภาคและความเป็นธรรมในโอกาสทางการศึกษา
แก่ประชาชนในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ทั้งผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก
ผู้บกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา และชนต่างวัฒนธรรม รวมทั้งยกระดับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก
ในชุมชน”
กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ดำเนินการตามเจตนารมณ์ดังกล่าวข้างต้น โดยจัดทำโครงการ
ดำเนินงานตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนได้รับ
โอกาสทางการศึกษาอย่างเต็มตามศักยภาพ
นายวีระวงศ์ นุ้ยไฉน เลขที่ 33 ส 50